ทำไม Green Building ถึงเลือกใช้พื้นไม้ เทียม?

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวคิด Green Building ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมและการออกแบบอาคารทั่วโลก ตั้งแต่โครงการโรงแรม รีสอร์ต อาคารสำนักงาน ไปจนถึงบ้านพักอาศัยระดับพรีเมียม ล้วนต้องการใช้ “วัสดุที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน” มากกว่าวัสดุทั่วไปในอดีต
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านนี้ “พื้นไม้เทียม (Wood-Plastic Composite / Eco-Composite)” ได้กลายเป็นวัสดุที่ทั้งสถาปนิก วิศวกร และผู้พัฒนาโครงการ (Developer) เลือกใช้มากที่สุด เพราะมันแก้ Pain Point สำคัญของอาคารเขียวได้ครบทุกด้าน ทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากร การลดคาร์บอน การประหยัดพลังงาน และคุณค่าตลอดอายุการใช้งานพื้นไม้เทียมจึงไม่ใช่วัสดุแฟชั่นชั่วครั้งคราว แต่เป็นหนึ่งใน “วัสดุประจำอาคารเขียวยุคใหม่” ที่ตอบโจทย์มาตรฐาน LEED, WELL, TREES, Fitwel และเกณฑ์ ESG ของอาคารยุคใหม่อย่างแท้จริง

Green Building ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือทิศทางของอนาคต
คำว่า “Green Building” ไม่ได้หมายถึงอาคารที่ปลูกต้นไม้บนดาดฟ้าเท่านั้น แต่เป็นแนวคิดด้านการออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้อาคาร ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของอาคาร
สาระหลักของ Green Building มักเน้น 4 ประเด็นใหญ่

  1. ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency)
  2. ประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency)
  3. ลดคาร์บอน (Low Carbon Construction)
  4. วัสดุปลอดภัยและยั่งยืน (Sustainable & Safe Materials)ในหลายประเทศ ผู้พัฒนาโครงการต้องรายงานค่า Carbon Footprint, Energy Performance, และ Material Credits เพื่อผ่านมาตรฐานอาคารเขียว เช่น

ในหลายประเทศ ผู้พัฒนาโครงการต้องรายงานค่า Carbon Footprint, Energy Performance, และ Material Credits เพื่อผ่านมาตรฐานอาคารเขียว เช่น

  • LEED (USA)
  • WELL (USA)
  • Green Mark (Singapore)
  • NABERS (Australia)

TREES (Thailand)

วัสดุทุกชิ้นที่เลือกใช้ในอาคารจึงไม่ใช่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ทั้ง พลังงาน–สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ต้นทุนระยะยาว

พื้นไม้จริง แม้จะให้ความรู้สึกธรรมชาติ แต่มีหลายข้อจำกัด เช่น

  • ใช้ไม้จำนวนมาก
  • มีอายุการใช้งานสั้นกว่าวัสดุสังเคราะห์
  • ต้องทาสี เคลือบซ้ำ ใช้สารเคมีเป็นประจำ
  • ไม่ทนแดด ไม่ทนฝน เกิดการบวมน้ำ

ในขณะที่ พื้นไม้เทียม (WPC / Eco-Composite) ถูกพัฒนามาเพื่อแก้ทุกปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ทำให้กลายเป็นวัสดุที่ “โลกการออกแบบยุคใหม่” ให้การยอมรับในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่ 1: Resource Conservation – การอนุรักษ์ทรัพยากร

หนึ่งในหัวใจหลักของ Green Building คือแนวคิด ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการตัดไม้ และสนับสนุนวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials)
พื้นไม้เทียมจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะ…

ใช้วัสดุรีไซเคิลถึง 80% พื้นไม้เทียมคุณภาพสูงผลิตจาก

  • พลาสติกรีไซเคิล 60%–70%
  • เส้นใยไม้ (Wood Fiber) 20%–30%
  • สารปรับคุณสมบัติอีกเล็กน้อย

การนำของเสียเหล่านี้กลับมาใช้ ช่วยให้วัสดุจำนวนมากไม่ต้องถูกนำไปฝังกลบ (Landfill) และลดของเสียในระบบได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ

ในแต่ละปี โรงงานผลิตพื้นไม้เทียมสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกได้หลายหมื่นตัน สร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวคิด Circular Economy

ลดการตัดไม้จริง

การใช้พื้นไม้จริงต้องอาศัยไม้ธรรมชาติที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการเติบโต
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำลายระบบนิเวศ

พื้นไม้เทียมช่วยลดการพึ่งพาไม้ธรรมชาติได้โดยตรง และช่วยชะลอปัญหาป่าไม้ลดลงทั่วโลก

ผลิตจากวัสดุหมุนเวียน ไม่ทำลายระบบนิเวศ

วัสดุรีไซเคิลทุกชิ้นที่นำมาใช้ ลดความต้องการใช้ทรัพยากรใหม่ (Virgin Material) ไม่ต้องรบกวนป่า ไม่ต้องทำเหมือง ไม่ต้องสร้างขยะใหม่นี่คือเหตุผลแรกที่อาคารเขียวเลือกไม้เทียม เพราะมันช่วย “รักษาทรัพยากรโลกในแบบที่ไม้อื่นทำไม่ได้”

เหตุผลที่ 2: Energy Efficiency – ประหยัดพลังงานและลดการบำรุงรักษา

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อาคารเขียวเลือกใช้พื้นไม้เทียมมากกว่าไม้จริง คือความสามารถในการ ลดพลังงานและต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของอาคาร อายุการใช้งานยาวนาน 25+ ปี

พื้นไม้เทียมคุณภาพสูงสามารถใช้งานภายนอกได้ยาวนานกว่า 25 ปีโดยที่

  • ไม่ผุ
  • ไม่ปลวก
  • ไม่บวมน้ำ
  • ไม่เกิดสนิม
  • ไม่หลุดลอก

เมื่อวัสดุอยู่ได้นาน ก็หมายความว่า  ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย → ลดการใช้พลังงาน → ลดการใช้ทรัพยากร ไม่ต้องทาสีหรือเคลือบ UV ซ้ำ

พื้นไม้จริงต้องทาสีและเคลือบทุกปี–สองปี แต่พื้นไม้เทียมมีผิวเคลือบกัน UV อยู่แล้ว จึงช่วยลด

  • สารเคมี
  • ค่าบำรุงรักษา
  • พลังงานในการดูแล
  • ความถี่ในการปิดพื้นที่เพื่อซ่อม

ในเชิงอาคารเขียว นี่คือจุดที่ช่วยให้คะแนนในหมวด Building O&M Efficiency เพิ่มขึ้น ดีกว่าไม้จริงในสภาพอากาศเมืองร้อน

ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น วัสดุจำนวนมากเสื่อมสภาพเร็ว เช่น ไม้จริง ไม้สังเคราะห์บางประเภท ไฟเบอร์ซีเมนต์ พื้นไม้เทียมทนกว่าอย่างชัดเจน
จึงช่วยลดพลังงานและแรงงานที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมซ้ำ

เหตุผลที่ 3: Carbon Footprint Reduction — ลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

อาคารสมัยใหม่ต้องคำนึงถึงปริมาณคาร์บอนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดหรือรีไซเคิล

พื้นไม้เทียมสามารถลดคาร์บอนได้หลายทาง

กระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าไม้จริงและไฟเบอร์ซีเมนต์

การผลิตไม้จริงต้อง

  • ตัดไม้
  • ขนส่ง
  • อบแห้ง
  • ขึ้นรูป
  • เคลือบสี

ทุกขั้นตอนใช้พลังงานสูงมาก ในขณะที่พื้นไม้เทียมใช้กระบวนการรีไซเคิลจำนวนมาก ซึ่งใช้พลังงานต่ำกว่าอย่างชัดเจน

วัสดุ Low VOCs (ปล่อยสารระเหยต่ำมาก)

พื้นไม้เทียมคุณภาพสูง

  • ปลอดสารฟอร์มาลดีไฮด์
  • ไม่มีกลิ่นเคมี
  • ไม่ปล่อย VOCs

เหตุผลนี้ทำให้เป็นวัสดุที่ผ่านเกณฑ์ WELL ด้าน Air Quality ได้ง่ายกว่าวัสดุแบบเดิม

เหมาะกับอาคารอนุรักษ์พลังงาน เช่น

  • โรงแรม
  • อาคารสำนักงาน
  • โรงพยาบาล
  • อาคารสาธารณะ
  • โครงการ LEED และ TREES

เพราะวัสดุที่มี VOC ต่ำ สามารถเพิ่มคะแนนด้าน Indoor Environmental Quality ได้ทันที

เหตุผลที่ 4: Lifecycle Value – คุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ของอาคาร วัสดุที่ดีที่สุดไม่ใช่วัสดุที่ “ถูกที่สุด” แต่คือวัสดุที่มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งวงจรชีวิตต่ำที่สุด

พื้นไม้เทียมจึงเหนือกว่าไม้จริงและวัสดุอื่น เพราะมันมี Life Cycle Cost ต่ำที่สุดในหมวดพื้นภายนอก

ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ไม่ผุ ไม่บวม ไม่หลุดลอก

พื้นไม้เทียมถูกพัฒนาให้ทนแดดแรง ฝนหนัก ความชื้นสูง ซึ่งเป็นรูปแบบอากาศของประเทศไทย

  • ไม้จริงไม่สามารถทนได้นาน
  • ไฟเบอร์ซีเมนต์มีโอกาสแตกร้าว
  •  แต่พื้นไม้เทียมมีความเสถียรสูงกว่า

พื้นไม้เทียมถูกพัฒนาให้ทนแดดแรง ฝนหนัก ความชื้นสูง ซึ่งเป็นรูปแบบอากาศของประเทศไทย

  • ไม้จริงไม่สามารถทนได้นาน
  • ไฟเบอร์ซีเมนต์มีโอกาสแตกร้าว
  •  แต่พื้นไม้เทียมมีความเสถียรสูงกว่า

ค่าบำรุงรักษาต่ำมาก (Almost Zero Maintenance)

  • ไม่ต้องทาสี
  • ไม่ต้องเคลือบ
  • ไม่ต้องใช้ยากันปลวก
  • ไม่ต้องเรียกช่างบ่อย

เพียงล้างด้วยน้ำก็เพียงพอ
ลดทั้งค่าแรงและทรัพยากรที่ต้องใช้

เหมาะกับพื้นที่ใช้งานหนัก เช่น

  • รอบสระว่ายน้ำ
  • ดาดฟ้า
  • ระเบียง
  • สวนบนอาคาร (Sky Garden)
  • โครงการที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก

โครงการเหล่านี้ต้องการวัสดุที่สวย ทน และไม่ต้องหยุดใช้งานเพื่อซ่อม

ทำไมสถาปนิกและ Green Building Consultant แนะนำพื้นไม้เทียม?

เพราะมันจับต้องได้ เห็นผลลัพธ์จริง และให้คะแนนด้าน Green Certification ได้ง่าย

1. ตรงตามเกณฑ์ LEED / WELL / TREES

  • รีไซเคิลสูง = LEED MR Credit
  • VOC ต่ำ = WELL Air Quality Credit
  • อายุยาว = ลด Carbon Lifecycle

2. ทำงานง่ายและลดความเสี่ยง

  • ติดตั้งง่าย
  • โครงสร้างเบา
  • ลดภาระโครงสร้างอาคาร
  • ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

3. ให้ภาพลักษณ์ธรรมชาติแบบไม่ทำลายป่า

สถาปัตยกรรมยุคใหม่ต้องการ “สัมผัสธรรมชาติ” แต่ไม่ต้องตัดไม้จริง

พื้นไม้เทียมจึงตอบโจทย์ทั้งด้านศิลป์และด้านสิ่งแวดล้อม

สรุป: ทำไม Green Building ถึงเลือกใช้พื้นไม้เทียม?

เพราะพื้นไม้เทียมเป็นวัสดุที่ตอบโจทย์ “ทั้ง 4 มิติ” ของอาคารเขียวอย่างสมบูรณ์แบบ

  1. Resource Conservation
    • รีไซเคิล 80%
    • ลดการตัดไม้
    • ใช้วัสดุหมุนเวียน
  2. Energy Efficiency
    • อายุยาว 25+ ปี
    • ไม่ต้องทาสี
    • ลดพลังงานในการบำรุงรักษา
  3. Carbon Footprint Reduction
    • ผลิตคาร์บอนต่ำ
    • ไม่มี VOCs
    • เหมาะกับอาคารอนุรักษ์พลังงาน
  4. Lifecycle Value
    • ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานต่ำ
    • ทนทานต่อสภาพอากาศ
    • ไม่ผุ ไม่บวม ไม่หดตัว

นี่คือเหตุผลที่สถาปนิก เจ้าของอาคาร และ Developer ทั่วโลก ให้ความไว้วางใจพื้นไม้เทียมมากขึ้นทุกปี

เพราะวัสดุที่ดี… ไม่ใช่วัสดุที่สวยที่สุด
แต่คือวัสดุที่ ดีต่อโลก ดีต่อผู้อยู่อาศัย และดีต่ออนาคตของสังคมทั้งหมด

Tel: 02-120-6000, 094-452-3591, 061-405-4266
Line: @watsaduniyom
Inbox: m.me/WPCwatsaduniyom
Facebook: PRIMEXHONORWOOD WNY
Youtube: https://www.youtube.com/@watsaduniyom
Tiktok: https://www.tiktok.com/@watsaduniyom_official
Email: [email protected]